business-start-up

เล่าประสบการณ์ เริ่มมีธุรกิจแรกของตัวเองเริ่มต้นเมื่อไหร่ดี

เป็นคำตอบที่ไม่น่าจะมีคำตอบที่ถูกต้องเพราะด้วยปัจจัยหลายอย่าง ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกันไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิงครับ คนเรามีความพร้อมไม่เหมือนกัน มีความสามารถไม่เหมือนกัน มีการเกื้อหนุนที่แตกต่าง และอีกหลายๆ เรื่องที่ควบคุมไม่ได้ในชีวิตสารพันปัญหา แต่สิ่งหนึ่งที่มีมาเหมือนกันคือความพยายาม ที่สร้างได้เองไม่ต้องอาศัยต้นทุนใดเลยๆ ถ้าเรามองด้วยต้นทุนของความพยายาม เราก็ไม่มีความแตกต่างกัน ไม่ต้องมาน้อยเนื้อต่ำใจความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น และความพยายามนี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่สุดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตคามให้สำเร็จ

คำถามที่มักจะพูดเสมอว่า เราควรเริ่มธุรกิจ เมื่อไหร่ดี ควรเริ่มมีกิจการตัวเองเมื่ออายุเท่าไหร่ ต้องสั่งสมประสบการณ์มากแค่ไหน ถึงจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าทำธุรกิจแล้วจะมีโอกาสสูงที่จะไปได้ดีและประสบความสำเร็จ

ย้อนกลับมาที่คำถามกันก่อน ทำใมเราถึงมีคำถามว่าเราควรจะเริ่มเมื่อไหร่ดี ควรมีกิจการ ธุรกิจแรกเมื่อไหร่ดี สิ่งที่อยู่ลึกๆ ภายใต้คำถามนี้ก็คือความกังวล ความกลัว กลัวว่าจะเริ่มแล้วไม่รุ่งบ้าง กลัวว่าจะขาดทุนบ้าง กลัวว่าจะทำไปแล้วเกิดปัญหาบ้าง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากความกลัว ซึ่งแน่นอนว่า คนเรากลัวกันได้ครับ เพราะความไม่แน่นอนคือความแน่นอน แม้แต่นักธุรกิจประสบการณ์บริหารธุรกิจมาตลอดทั้งชีวิต บริหารงานผิดพลาดเมื่อตอนอายุมากๆ แล้วเกิดความเสียหายใหญ่หลวงมีให้เห็นมากมายตามหน้าหนังสือพิมพ์ธุรกิจ แต่ความกลัวนั่นแหละเป็นกำแพงเริ่มแรกที่เราข้ามผ่านมันให้ได้ เพราะเมื่อข้ามผ่านมันได้มันก็คือการก้าวไปข้างหน้า ไม่มีทางที่จะย้อนหลังมีแต่จะหยุดอยู่กับที่เท่านั้น นึกสภาพรถยนต์คันนึงที่มีเครื่องยนต์พร้อมทำงาน มีกุญแจเสียบคาอยู่แต่เราไม่กล้าเริ่มต้นขับออกไปซะที แต่เมื่อเริ่มขับแล้วแม้จะขับไปช้าๆ บ้างในเริ่มแรกแต่หลังๆ ก็จะขับได้สบายด้วยประสบการณ์ที่มีความชำนาญมากขึ้น แม้ว่าวันนึงน้ำมันจะหมด รถก็จะหยุด ถึงตอนนั้นเราก็อาจจะมองไม่เห็นว่าจุดเริ่มต้นที่เราสตาร์ทเครื่องมานั้นอยู่ตรงจุดใด เพราะเราได้เดินหน้ามาไกลแล้ว ชีวิตนี้เราเกิดมาพร้อมความกลัว ที่เราก็ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไร เพราะเราคุ้นชินกับมันมาตั้งแต่เกิด

ผมเริ่มต้นธุรกิจแรกตั้งแต่สมัย อนุบาล ฟังไม่ผิดครับผมเริ่มต้นธุรกิจแรกตั้งแต่ อนุบาลจริงๆ เกิดเพราะความอยากสนุกตามประสาเด็กอย่างเดียวเลย ณ ในเวลานั้น พอผมกลับมามอง ณ เวลานั้น เด็กชายวัย 6 ขวบกลับชนะความกลัวมาได้โดยไม่รู้ตัวเพียงเพราะความอยากสนุก อย่างมุ่งมั่นและความขี้หวงที่มีมาติดตัว

เนื่องจากที่บ้านผมเป็นร้านขายของชำครับ เราอยู่ในค่ายทหารที่มีบ้านทาวเฮาส์ติดกันอยู่กันเป็นพันๆ ครอบครัว มีคนแวะไปแวะมาในบ้านตลอด นับแต่ตั้งแต่ผมจำความได้ และเมื่อแต่ตอนเราเริ่มเข้าโรงเรียนเราก็ต้องไปขึ้นรถบัสขนส่งนักเรียนไปโรงเรียนคันโตๆ ในตอนเช้าก่อนรถออก เราเด็กๆ ก็จะต้องไปซื้อขนมไว้กินกันก่อนระหว่างทางไปโรงเรียน เป็นอย่างนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งก็เกิดไอเดีย คิดกับตัวเองด้วยความเป็นเด็ก เรามีตังค์ค่าขนมอยู่อย่างจำกัด และมันจำกัดเข้าไปอีกถ้าตอนเช้าเราเสียตังค์ให้ร้านขนมก่อนขึ้นรถไปโรงเรียน ตังค์ผมก็น้อยลง และก็ขอแม่เพิ่มก็ไม่ได้ แต่ผมก็ยังอยากได้ทั้งขนมตอนเช้ากินกับเพื่อนๆ และก็ไม่อยากให้ตังค์ในมือน้อยลง เย็นวันนั้นผมก็กลับไปบอกแม่ว่า จะเอาขนมที่บ้านที่มีอยู่แล้วเอาไปขาย ซึ่งถึงแม้ผมจะกินเองแม่ก็คงไม่ว่าอะไร นั่นเลยตอบโจทย์ในสิ่งที่ผมคิด ตังค์ค่าขนมผมในมือไม่ลดลงแถมได้ตังค์คนอื่นเพิ่มขึ้นด้วย ผมเริ่มจากให้แม่ Pack ลูกอมเป็นชุดๆ แล้วขายในราคา 1 บาท และ 2 บาท มันขายหมดทุกวัน และขยายกิจการไปขายอื่นๆ ตามความสนุกของผมเอง นั่นคือกิจการแรกในชีวิตของผม คือพ่อค้าขายลูกอม บนรถโรงเรียน

ณ ตอนที่เรายังเด็ก เรามีความกลัวและกังวลน้อยกว่า ด้วยความไม่รู้ และความไม่ได้คิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เราไม่มีมานั่งเขียนแผนธุรกิจนั่งคำนวนความเสี่ยงหรือ ระยะเวลาการคืนทุนเหมือนตอนที่เราเรียนการบริหารธุรกิจแล้ว แต่เรามีอย่างเดียวเลยก็คือความพยายามทำเพื่อให้ได้ในสิ่งที่เราต้องการ ถ้าเด็กชาย บัตตั้น ณ เวลานั้นไม่มีความพยายาม ที่จะไม่ทำให้เงินค่าขนมอันน้อยนิดหายไปจากกระเป๋า โดยยังมีขนมทาน ก็คงต้องใช้เงินเท่าที่มีอย่างไม่มีความสุขเท่าไหร่นัก แต่ด้วยความพยายามนั่นทำให้เกิดความสำเร็จเล็กๆ ของธุรกิจเด็กชายอนุบาลคนนึงที่ยอมหิ้วกระเป๋าเรียนบวกกับถุงขนมที่ใหญ่พอๆ กับกระเป๋านักเรียน โดยไม่ได้คิดเลยว่าจะถูกเพื่อนล้อหรือต้องอายว่าเป็นลูกแม่ค้าแต่อย่างใด มีเพียงอย่างเดียวคือความพยายามให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการ

business-startup_10480237

นั่นอาจจะบอกว่าก็แค่ธุรกิจเล็กๆ ที่ไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่มันก็ถูกครับ แต่นั่นคือเด็กชายที่ชนะความกลัวมาได้ แล้วถ้าเป็นอะไรที่มีความเสี่ยงมากๆ ล่ะ เราจะไม่กลัวได้อย่างไร เด็กชายคนเดิมะื

ปัจจุบันด้วยวัย 28 ผมมีบริษัทเล็กๆ ภายใต้การดูแล สามบริษัท และกิจการเล็กๆ อีกสองสามอย่าง ดูแลค่าใช้จ่ายทั้งครอบครัว ในฐานะลูกชายคนเดียวที่ต้องดูแลครอบครัว สิ่งทุกอย่างที่ผมทำมีความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกครั้งที่เริ่มลงมือทำธุรกิจหรือแม้แต่กระทั่งกิจการเล็ก และยังไม่มีทาไหนที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะผมมีความพยายามที่จะทำให้ครอบครัวของผมที่ผมดูแล มีความเรียบร้อยตลอดรอดฝั่ง ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยครับ สำหรับการทำธุรกิจ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออยู่เฉยๆ แล้วไม่ลงมือทำอะไรให้คนที่คุณรักเลยซักอย่างเดียว หรือแม้กระทั่งทำสิ่งดีๆ เพื่อตัวเอง

ธุรกิจเริ่มต้นเมื่อไหร่ดี คำตอบสำหรับผม คือเริ่มต้นเมื่อมีความพยายามที่พร้อมมากพอ จะเริ่มต้นครับ ขอให้ทุกคนทำธุรกิจของตัวเองเริ่มต้นและโชคดีด้วยเหมือนกัน

อย่าลืมมาเยี่ยมธุรกิจบล๊อกเล็กๆ แห่งนี้ของผมบ่อยๆ นะครับ อย่ากลัวที่จะเริ่มต้นในสิ่งที่ตัวคุณเองมีความพยายาม
บัตตั้น นิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล

ชอบบทความให้กำลังใจง่ายๆ แค่กด Like ข้างล่างนี้ครับ :)