fomo-loneliness

FoMO ยิ่งเหงา ยิ่งกลัว ปมลึกของเด็กวัยรุ่นยุคล่า FC

เมื่อก่อนมีโรคที่เรียกว่า Technophobia พูดว่าโรคคงแรงไปแต่ชื่อนี้ เป็นการเรียกอาการของคนที่ไม่กว้าที่จะเข้าไปใช้เทคโนโลยี หรือกลัวการใช้เทคโนโลยี ไม่ชอบเครื่องมือไฮเทคที่มีความยุ่งยากซับซ้อน คนจำนวนไม่น้อยที่เคยเป็นอาการแบบนี้ เมื่อนานมาแล้วสมัยนี้คงหาได้น้อยมากแล้วมั้งครับ แต่เรากลับเจออาการใหม่ๆ ที่คนสมัยใหม่เป็นกันมากขึ้น ไม่มีใครกลัวที่จะเข้าไปลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ กันแล้วครับแต่กลัวที่จะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีมากกว่า

เทคโนโลยีตอนนี้ทำให้เราๆ สะดวกสบายกันมากมายสารพัดประโยชน์ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ ทำให้เราเข้าถึงข้อมูลสารพัด ที่อยากจะรู้ก็ได้รู้ อยากจะเห็นก็ได้เห็น ถึงไม่อยากเห็นก็ได้เห็นอยู่ดีเพราะเพื่อนแชร์กันมาให้ จับมือถืออุปกรณ์ไฮเทคข้อมูลก็ไหลเข้ามาเอง ไม่ต้องทำอะไร จนทำให้คนสมัยนี้ติดข้อมูลข่าวสารอย่างมากซึ่งดีนะครับทำให้เรารอบรู้ ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองได้ทัน แต่ถ้าติดมากไปก็จะกลายเป็นปัญหาไปเหมือนกัน

มีคำเรียกคนที่ติดข้อมูลบนสื่อใหม่ๆ มากเกินไปจนเกินพอดีว่า FOMO (Fear of Missing Out)ถือเป็นคำที่มีมาซักพักแล้วครับ เป็นชื่อเรียกของคนที่มีอาการกลัวตกเทรนด์ กลัวตกข่าวมากๆ และกลัวการไม่เป็นคนสำคัญ และอาการแบบนี้มักเกิดในคนที่ติดโซเชี่ยลมากๆ สนใจที่จะดูความเคลื่อนไหวของเพื่อนๆ ชอบการมากด Like การมีเพื่อนใหม่ๆ มี Comment พัฒนาไปจนถึงการสร้าง FC แฟนคลับเป็นกลุ่มก้อนให้ที่อยู่เบอร์โทร ไลน์ ติดตาม Follow ในช่องทางต่างๆ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นถึงความอันตรายที่เกิดขึ้นจากการรับสมัครแฟนคลับซึ่งน่าตกใจที่ส่วนมากเป็นเด็กวัยรุ่น 10-15 ปี

d5k7bh6e97d8bfjged9f8

เทคโนโลยีส่วนหนึ่งสามารถสนองความต้องการของเราได้แต่ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็จะกลายเป็นภัยอยู่เหมือนกันครับ ผมเคยเขียนบทความหนึ่งเมื่อนานมาแล้วพูดถึงเรื่อง Facebook ยาแก้เหงาของคนรุ่นใหม่ลองค้นในเว็บคมชัดลึกดูได้นะครับ ซึ่งเขียนประเด็นบอกว่า คนยุคใหม่นั้นมีความเหงามากขึ้น และ Facebook ก็เป็นยาดีช่วยแก้เหงาให้คนยุคใหม่คนทั่วโลก ได้เจอเพื่อน ได้พบเพื่อนใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการลึกๆ ของคนยุคเทคโนโลยีล้ำหน้า นั่นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งของความสำเร็จของ Facebook แล้วยิ่งสังคมที่รีบเร่ง รวดเร็ว มากขึ้น ทำให้พื้นฐานของครอบครัว มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อยลง อาการยิ่งเหงายิ่งรุนแรง และที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กลุ่มคนทำงานในสังคมเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ได้ขยายมาเกิดขึ้นในเด็กวัยรุ่นสมัยนี้แล้วเช่นกัน

fomo-millennials-value-experiences

เมื่อยิ่งเหงา ก็ยิ่งกลัว เด็กสมัยใหม่กลัวการกลายเป็นคนที่ไม่สำคัญ กลัวการไม่มีใครคิดถึง เป็นอาการที่ชัดเจนของอาการ FoMO ยกตัวอย่าง คนที่ติดการใช้งาน Facebook และ Instagram เมื่อมีเวลาว่างเมื่อไหร่จะใช้เวลาว่างนั้นกับการนั่งเช็กข้อความโพสต์ภาพ นับจำนวนยอดไลค์ ยอดคอมเมนต์ มีความสุขกับการได้เห็นยอดไลค์มากๆ เพื่อตอบสนองความต้องการได้เป็นที่ยอมรับ ของคนรอบข้างและเป็นที่สนใจของเพื่อน ให้ความรู้สึกเป็นคนสำคัญ

อาการเหล่านี้ ค่อนข้างส่งผลเสียหลายทางนะครับ ในงานวิจัยของต่างประเทศ สิ่งที่แรกที่เห็นได้ชัดของกลุ่ม FoMO คือ การไม่สามารถเอาใจจดใจจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ได้นานเกิดอาการ สมาธิสั้น ส่งผลต่อการเรียนการทำงาน เข้ากับผู้คนรอบข้างได้ไม่ดีเพราะขาดความสัมพันธ์แบบมนุษย์จริงๆ มีปัญหากับการเข้าสังคมแบบปกติ แต่จะเบี่ยงเบนไปใช้การติดต่อสื่อสารผ่านเครื่องมือสมัยใหม่แทนนี่เป็นผลเสียโดยทั่วไป แต่หากมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไปเหมือนการสมัคร FC ที่กำลังเป็นพฤติกรรมวัยรุ่นตอนนี้อาจส่งผลเรื่องความปลอดภัยตามมา

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งนะครับที่ไม่สนการมีเพื่อนมากๆ บนช่องทาง Social แต่ยินดีที่จะมีความสุขกับการอยู่คนเดียวมี JOMO (Joy of Missing out) ตัดขาดความวุ่นวายจากความยุ่งเหยิงของโลก Social Media มาใช้ชีวิตเรียบง่าย หาความสัมพันธ์ที่แท้จริงดีกว่า เอาเป็นว่ามีลูกหลานก็ดูแลให้ความรักความเข้าใจ ใช้สื่ออย่างพอดี ใช้เทคโนโลยีอย่างจำกัดนะครับ

ชอบบทความให้กำลังใจง่ายๆ แค่กด Like ข้างล่างนี้ครับ :)