178_science_chatfield

ผู้บริโภครุ่นใหม่ (Pro-Consumer) หาข้อมูลก่อนซื้อโฆษณาเดิมไม่ได้แอ้มหรอก

เมื่อต้นเดือนกุมภาที่ผ่านมามีงาน Mobile Expo 2013 ผมไปงานตั้งแต่เริ่มงานวันแรกตอนประมาณ 9 โมง ที่ต้องไปงานเช้าขนาดนั้นเพราะกลัวว่ามือถือที่อยากได้จะหมดซะก่อน เพราะอ่านข่าวมาในต่างประเทศจำนวนเครื่องผลิตมาไม่พอต่อความต้องการ อีกทั้งอ่านข้อมูลสินค้าเทียบกับราคาขายแล้ว ถือว่าเป็นมือถือเครื่องที่คุ้มค่าและน่าใช้งานมากเมื่อเทียบกับราคาเดียวกันในท้องตลาด อยากรู้ว่าผมซื้อมือถือรุ่นอะไรทำไมต้องรีบไปซื้อขนาดนั้นถามกันหลังไมค์ได้บนทวิตเตอร์ @butthun นะครับ

แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าลักษณะการซื้อของแบบที่ผมยกตัวอย่าง ซึ่งหลายๆ คนก็เป็นโดยอาจจะไม่รู้ตัว ก็คือเราหาข้อมูลของสินค้าที่เราอยากได้ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะซื้ออะไรก่อนไปที่ร้านแล้วด้วยซ้ำ ผิดกับเมื่อก่อนที่คนส่วนใหญ่มักไปตัดสินใจซื้อกันที่หน้าร้าน นี่ไม่ใช่ยุคของการเสียเวลาไปเดินเลือกสินค้าตัดสินใจกันที่หน้าร้านแล้ว เพราะอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนี้

ผมว่าพวกเราทุกวันนี้เจอปัญหาเดียวกัน ปัญหาที่ว่าคือ ซื้ออะไรดี คำถามนี้ไม่ใช่เพราะว่าไม่รู้จักสินค้าหรอกครับ แต่เพราะว่าเรารู้จักมันมากไปหน่อย และสินค้าก็มีให้เลือกมันก็มีมากไปเหมือนกัน อย่างถ้าเราตั้งว่ามีงบประมาณ 15,000 จะซื้อมือถือสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็จะเจอว่า มีมือถือมากกว่า 20 รุ่น อาจจะถึง 30 40 รุ่นเลยด้วยซ้ำที่อยู่ในวงเงินที่ตั้งไว้ เรื่องปวดหัวก็เริ่มต้นขึ้น แต่จะดูว่ารุ่นไหนคุ้มค่าที่สุดเป็นปัญหาปวดหัวกว่า แล้วทำยังไงดี คำตอบมากมายอยู่ใน Google กว่า 78% ของนักช้อปรุ่นใหม่ หาข้อมูลก่อนการตัดสินใจซื้อกันทั้งนั้น และมากกว่านั้น กว่า 32% คนที่ซื้อของนั้นมาแล้วยังรีวิว บอกต่อ วิจารณ์สินค้าบนช่องทางที่มี ไอข้อมูลของคนที่มาบอกต่อ 32% นี่แหละก็จะกลายมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจซื้อของคนอื่นๆ ต่อไปอีก กลายเป็นรูปแบบพฤติกรรมของนักช้อปรุ่นใหม่ ที่โฆษณาแบบเดิมๆ ไม่ได้ช่วงจูงใจให้ซื้อสินค้าได้สำเร็จเหมือนเดิม

ผมเพิ่งไปคุยประเด็นนี้ในรายการ “สยามสาระพา” ทางช่องเนชั่น เราคุยกันเรื่องการตลาดยุคใหม่ ว่าจะขายของกับคนรุ่นใหม่ในวันที่มี 3G ทุกคนมีสมาร์ทโฟน มันไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้วเพราะเมื่อลูกค้าอย่างเราๆ รู้เท่าทันการโฆษณาและฉลาดในการหาข้อมูลก่อนซื้อ เข้าถึงข้อมูลสินค้าได้ ตลอดเวลาผ่านมือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตติดตัวไปทุกที่ หาข้อมูลก่อนซื้อแม้กระทั่งตอนที่อยู่ที่หน้าร้านแล้ว ถ้าสินค้าไม่ดีจริงๆ หรือมีข้อเสียตรงไหน ก็มีสิทธิ์ไม่ได้ตังค์จากกระเป๋าจากลูกค้าไปแน่ๆ ประโยชน์ก็จะตกอยู่ที่ลูกค้าครับเราก็จะได้ของที่คุ้มค่ากับเงินที่เราเสียไป ในมุมของคนขายก็จะได้ความยุติธรรมสินค้าที่มีคุณภาพดีจริง และจัดการข้อมูลต่างๆ ในโลกออนไลน์ทำได้ดีสินค้าก็จะถูกบอกต่อโดยคนผู้ใช้ โดยลูกค้าเช่นเดียวกัน หลายสินค้าที่ขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์หลายตัวประสบความสำเร็จด้วยการทำการตลาดวิถีการแบบเข้าใจคนซื้อ เข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้ายุคใหม่ จะดีแน่ๆ ถ้าทั้งคนซื้อเจอของที่ใช่ได้ไม่ยากและคนที่ขายก็ได้เจอลูกค้าที่ชอบได้ง่ายๆ ผ่านโลกออนไลน์

ชอบบทความให้กำลังใจง่ายๆ แค่กด Like ข้างล่างนี้ครับ :)